ก้าวที่สองของโอเพนซอร์สไทย กับการพัฒนาโปรแกรมออฟฟิศ

ไทยรัฐ - คงปฏิเสธไม่ได้ว่าซอฟต์แวร์ คอมพิวเตอร์ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุด นอกจากระบบปฏิบัติการ (Operating System) หรือ โอเอส ที่ต้องมีติดอยู่กับ คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องแล้ว ชุดโปรแกรมอีกหนึ่งชุด ที่มีความสำคัญกับผู้ใช้งาน ทั้งที่เป็นส่วนบุคคล และองค์กรธุรกิจ คือ ชุดโปรแกรมสำนักงาน (Office Suite) เรียกกันติดปากว่า โปรแกรมออฟฟิศ โดยโปรแกรมเหล่านี้ มักจะถูกติดตั้งมากกับเครื่อง หรือ ถ้าไม่มีผู้ขายเครื่องคอมพิวเตอร์ ก็จะถูกร้องขอให้ ช่วยลงโปรแกรมในเครื่องพีซีให้แทบทุกเครื่อง ไม่ว่าวิธีการได้มานั้นจะถูกกฎหมายหรือไม่ก็ตาม

ใครจะรู้บ้างว่าตัวซอฟต์แวร์ระบบปฎิบัติการยอดนิยม อย่าง ไมโครซอฟท์ วินโดวส์ XP และ ชุดโปรแกรม ไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ นั้น มีลิขสิทธิ์ขายแยกจากกัน และแต่ละตัวก็มีราคาแพงมาก หากมิได้ซื้อแบบมาพร้อมเครื่อง หรือ OEM การที่เมืองไทยซอฟต์แวร์ยังหาง่ายขายคล่อง ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปรู้จักแต่คำว่า “วินโดวส์” “Word” “Excel” หรือ “PowerPoint” แต่อาจไม่รู้ว่าโปรแกรมเหล่านี้ก็มีชื่อเรียก ตามลักษณะการทำงานของตัวมันเอง อาทิ โปรแกรม Word คือ Word Processor โปรแกรม Excel คือ Spreadsheet และ โปรแกรม PowerPoint คือ Presentation

แล้วก็มีผู้ใช้งานจำนวนมากที่ไม่ทราบว่า ยังมีชุดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อ ก็สามารถเอามาใช้งานได้ และใช้งานได้ใกล้เคียงกับซอฟต์แวร์ยอดนิยมอีกด้วย นั่นคือ OpenOffice.org (โอเพนออฟฟิศดอทอ็อก) ที่ขณะนี้ เพิ่งเปิดตัวเวอร์ชันล่าสุด OpenOffice.org 2.0 ไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ การเป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สหมายความว่า ให้สิทธิ์กับผู้ใช้ทุกคนในการใช้ คัดลอก ศึกษาโปรแกรมแล้วพัฒนาต่อยอด โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม แม้ชื่อจะบอกว่าเป็นโอเพนซอร์ส แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะใช้งานได้แค่เครื่องที่โอเอสเป็นลีนุกซ์ คอมพิวเตอร์ที่เป็นวินโดวส์ แมคโอเอส FreeBSD และโซลาริสของ ซัน ไมโครซิสเต็มส์ ก็สามารถใช้ได้เช่นกัน

การพัฒนา OpenOffice.org เริ่มขึ้นเมื่อปี 2536 โดยบริษัท สตาร์ดิวิชั่น จากประเทศเยอรมนี ได้เริ่มพัฒนาชุดโปรแกรมออฟฟิศที่ชื่อว่า StarOffice ขึ้น หลังจากนั้น บริษัท ซัน ไมโครซอสเต็มส์ ได้เข้าซื้อกิจการของสตาร์ดิวิชั่น ในปี 2541 แล้วซันก็ตัดสินใจเปลี่ยนการพัฒนา StarOffice ในรูปแบบโอเพนซอร์สภายใต้โครงการ OpenOffice.org เมื่อปี 2542 แล้วเปิดเผยซอร์สโค้ดให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ทำให้เกิด OpenOffice.org1.0 ในปี 2544 และรุ่นปรับปรุง OpenOffice.org 1.1 ในปี 2545

โปรแกรม OpenOffice.org 1.X ได้รับความนิยมมากในหลายประเทศ มีการดาวน์โหลดมากถึง 52 ล้านครั้ง (นับรวม StarOffice และ OpenOffice.org จนถึงเดือน ส.ค. ปี 2548) และมีหน่วยงานจากภาครัฐบาลหลายแห่งนำ OpenOffice.org 1.X ไปใช้งาน เช่น กระทรวงกลาโหม สิงคโปร์ใช้งานแล้ว 5,000 เครื่อง มีกำหนดเพิ่มเป็น 20,000 เครื่องในปี 2549 กระทรวงมหาดไทย ฝรั่งเศสใช้งานแล้ว 30,000 เครื่อง กระทรวงการคลัง ฝรั่งเศส มีกำหนดใช้ 16,000 เครื่องภายในปี 2548 และหน่วยงานตำรวจแห่งชาติ ฝรั่งเศส ใช้งานแล้ว 20,000 เครื่อง และมีแผนการใช้ทั้งหมด 100,000 เครื่อง

นายเจมส์ คลาร์ก ผู้อำนวยการโอเพนซอร์ส สำนักงานส่งเสริม อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ ซิป้า อธิบายถึง OpenOffice.org 2.0 ว่า เป็นการพัฒนาต่อจาก OpenOffice.org 1.1 ทำให้ลักษณะหน้าตา การใช้งานโปรแกรมคล้ายกับ Microsoft Office (.doc, .xls, .ppt) มากขึ้น เพิ่มโปรแกรมฐานข้อมูลตัวใหม่ “Base” อีกทั้งยังสนับสนุนมาตรฐานไฟล์ OpenDocument เพิ่มความสามารถ ให้กับคุณสมบัติในการเขียนโปรแกรม สำหรับโซลูชั่นต่อจาก OpenOffice.org เพื่อใช้ในการทำงาน ตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้ใช้อื่น ที่ไม่ได้ใช้ซอฟต์แวร์ OpenOffice.org

ผอ.โอเพนซอร์ส ซิป้า อธิบายเพิ่มเติมว่า ซิป้าได้ร่วมมือกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ เนคเทค ในการร่างข้อกำหนดของระบบภาษาไทยใน OpenOffice.org รุ่นถัดไปในอนาคต โดยอิงจากความสามารถที่เพิ่มเข้ามาทั้งของโปรแกรมปลาดาวออฟฟิศ และออฟฟิศทะเล ทำให้ OpenOffice.org 2.0 มีความสามารถในการใช้ภาษาไทยได้ ถึงแม้จะยังขาดความสามารถบางอย่าง ที่จะช่วยให้ใช้งานภาษาไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ตาม

นายเจมส์ อธิบายอีกว่า ความสามารถทั้งหมดจะรวมอยู่ใน OpenOffice.org 2.0.1 ได้แก่ ชุดเสริมสำหรับภาษาไทย ที่จะแปลเมนูและข้อความต่างๆ เป็นภาษาไทย ความสามารถในการแก้ไขลำดับการพิมพ์ที่ตรงกับคุณสมบัติ Type and Replace ในโปรแกรม Word ปรับแต่งค่าสำหรับภาษาไทยมาโดยอัตโนมัติ สนับสนุนขนาดมาตรฐานของตัวอักษรภาษาไทย (14 pt แทนที่จะเป็น 10pt) เปลี่ยนฟอนต์ง่ายขึ้น ผู้ใช้สามารถแก้ไขการตัดบรรทัดด้วยตนเองสะดวกขึ้น

ด้าน นายมนู อรดีดลเชษฐ์ ผู้อำนวยการ ซิป้า กล่าวว่า ซิป้ามองเรื่องการใช้งาน ข้ามแพลตฟอร์มเป็น 2 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1.ตัวมาตรฐานเอกสารที่จะออกมา ในอนาคต ต้องใช้งานข้ามแพลตฟอร์มได้ และ 2.รักษามาตรฐานภาษาไทย ให้ใช้ร่วมกับเจ้าของมาตรฐาน หาก OpenOffice.org มีการเปลี่ยนเวอร์ชัน จะได้ใช้ภาษาไทยได้ทันที ไม่ต้องรอทำ Localized เอง อีกทั้ง ซิป้าจะต้องทำให้ OpenOffice.org มีคนรู้จักและสนใจมากขึ้นกว่า OpenOffice.org ไม่ใช่แค่ Stand Alone Application (ใช้งานได้แค่เครื่องตัวเอง) แต่ต้องมีการพัฒนาให้เอาไปใช้เชิงพาณิชย์ และสามารถใช้ติดต่อธุรกิจได้

ผอ.ซิป้า กล่าวต่อว่า ในโครงการผลักดันโอเพนวอร์สนี้ ซิป้ากำลังร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเอกชน 5-6 แห่ง เพื่อนำไปใช้งานให้เกิดความชำนาญ ในส่วนของผู้ใช้งานทั่วไป จะมีการเพิ่มการสนับสนุนการใช้งานด้วยการ ตั้งศูนย์บริการทางด้านเทคนิคตามมหาวิทยาลัยที่มีการนำ OpenOffice.org 2.0 ไปใช้ โดยอาจให้มหาวิทยาลัยเก็บค่าบริการได้ตามสมควร ช่วยสร้างรายได้แก่นักศึกษา ทั้งนี้ เมื่อทุกอย่างเข้ารูป โอเพนออฟฟิศจะถูกใช้งานในวงกว้างมากขึ้น อีกทั้ง ช่วยลดการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ด้วย

นายมนู กล่าวอีกว่า ซิป้าวางเป้าหมายคร่าวๆ ว่า ถ้าขณะนี้ มีเครื่องพีซีในตลาดประมาณ 4 ล้านเครื่อง ในอัตราการจำหน่ายปีละ 7-8 แสนเครื่อง/ปี ภายใน 3 ปีขอ 10% ของทั้งหมด หรือ 4 แสนเครื่องจะใช้ OpenOffice.org และ ผู้ใช้หลักคือกลุ่มสถาบันการศึกษาเอกชน เนื่องจากสถาบันของรัฐมีลำดับการตัดสินใจที่ยุ่งยาก รวมทั้งกลุ่มผู้ใช้คอมพิวเตอร์หน้าใหม่ๆ ผู้ใช้ทั่วไป ธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ดังนั้น จะเห็นได้ว่าตัวเลขที่ซิป้ากล่าวมา ถือว่าไม่มาก แต่ก็พอจะบอกได้ว่าซิป้าจะทำอะไรต่อไป ทั้งนี้ นอกจากภาคการศึกษาแล้ว ก็หวังว่ากลุ่มผู้ประกอบการร้านขายเครื่องพีซีจะสนใจมาฝึกอบรมด้วยเช่นกัน

ทั้งหมดนี้ เป็นความพยายามผลักดันให้เกิดซอฟต์แวร์ ที่พัฒนามาเพื่อคนไทยได้ใช้งานฟรีๆ ไม่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์ ถือเป็นก้าวที่ 2 ของวงการโอเพนซอร์สไทย ที่จะมีชุดโปรแกรมสำนักงานไว้ใช้ ช่วยลดต้นทุนค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ และปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ ทรัพย์สินทางปัญญา อีกทั้งยังช่วยนักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยให้อยู่รอด โดยหันมาพัฒนาซอฟต์แวร์ใหม่ๆ เพื่อนำมาใช้งานให้มากขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ใช้งานหลักที่ต้องเปลี่ยนมาใช้งานโอเพนซอร์สก่อนเพื่อเป็นตัวอย่าง คือ หน่วยงานของรัฐบาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน นอกจากช่วยลดการใช้เงินภาษีประชาชน ไม่ให้รั่วไหลออกนอกประเทศแล้ว ยังทำให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์คนไทย ไม่ต้องผูกติดกับเทคโนโลยีของใคร ทั้งนี้ เมื่อมาตรฐานเอกสารแบบเปิดถูกนำมาใช้ เมื่อนั้น ไม่ว่าโปรแกรมของไทย หรือ ของต่างชาติก็จะใช้งานได้เหมือนกัน

แล้วอย่างนี้ จะยังมัวจ่ายแพงกว่ากันอยู่ทำไม....