หน่วยงานไอซีที ดีเดย์ 1ก.ย.54 ใช้ OpenOffice

Telecom and Innovation Journal - ไอซีที ประกาศจุดยืน วันที่ 1 ก.ย.54 ทุกหน่วยงานในสังกัด ต้องสนับสนุนการใช้ชุดโปรแกรมอิสระ OpenOffice เพื่อให้เป็นไปตามแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ฉบับที่ 2 ในการสร้างบุคลากรโอเพ่นซอร์ส หวังเป็นทางเลือกและตัวอย่างให้องค์กรภาครัฐอื่นๆ ปฏิบัติตาม หลังปล่อยให้ภาคเอกชนกลุ่มหนึ่ง นำร่องใช้โอเพนซอร์สไปก่อนหน้า

แหล่งข่าวจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารหรือไอซีที เปิดเผย “เทเลคอมเจอนัล”ว่า กระทรวงไอซีที มีจุดยืนชัดเจนที่จะสนับสนุนการใช้งานชุดโปรแกรมอิสระ (โอเพ่นซอร์ส) เนื่องจากไม่มีค่าใช้จ่าย จากความร่วมมือของนักโปรแกรมเมอร์ทั่วโลกร่วมกันพัฒนาและต่อยอด จนได้โปรแกรมล่าสุดที่เรียกว่า LibreOffice ในตระกูล OpenOffice ล่าสุด ซึ่งผู้ใช้ สามารถดาวโหลดได้จากอินเทอร์เน็ต หรือที่ www.thaiOpensource.org

โดยในวันที่ 1กันยายน 2554 กระทรวงไอซีที จะประกาศทิศทางนโยบายเกี่ยวกับแนวทางการใช้ OpenOffice กับหน่วยงานในสังกัด ประกอบด้วย บมจ.กสท. โทรคมนาคม, บมจ.ทีโอที,สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์กรมหาชน) หรือซิป้า ,บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ,สำนักงานสถิติแห่งชาติ

ทั้งนี้เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับองค์กรรัฐอื่นๆ ได้ปฏิบัติตาม เนื่องจากตามแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ฉบับที่ 2 ของประเทศไทย (พ.ศ.2552-2556) ที่ระบุในแต่ละยุทธศาสตร์ชัดเจนว่า องค์กรภาครัฐทุกแห่งต้องสนับสนุนการสร้างบุคลากรโอเพสซอร์ส ทั้งภาคการศึกษา และใช้งานเพื่อต่อยอดด้านงานวิจัยและพัฒนา และ การใช้ระบบไอทีที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ตามหลักธรรมาภิบาล โดยประชาชนสามารถตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐได้ และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอกชนหันมาใช้โอเพนซอร์สมากขึ้น โดยองค์กรของภาครัฐต้องแก้ไขกฎระเบียบเกี่ยวกับการประมูลโครงการต่าง ๆ ให้เอื้อต่อการใช้งานโอเพ่นซอร์ส หรือสนับสนุนการใช้โปรแกรม Open Office ทั้งนี้เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณในปัจจุบันและระยะยาว

ดร.สุธี ผู้เจริญชนะชัย รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ(เนคเทค) กล่าวว่า หน่วยงานภาครัฐหลายแห่ง ในปัจจุบันเริ่มนำโปรแกรม OpenOffice ไปใช้บ้างแล้ว อย่างไรก็ตามยอมรับว่ายังช้ากว่าภาคเอกชน ที่เริ่มนำโปรแกรมOpenOffice ใช้ก่อนหน้าอย่างเต็มรูปแ บบ ไม่ว่าจะเป็น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด(มหาชน) และบริษัท ดี เอช เอ สยามวาลา โดยเฉพาะกฟผ.ให้งบสนับสนุนค่าใช้จ่ายจำนวน 5 แสนบาท ในการแก้ไขปัญหา การทำงานในส่วนภาษาไทย ซึ่งเนคเทค ก็ได้ปรับปรุงปัญหาจำนวน 4 รายการเสร็จสิ้น ประกอบด้วย

1.ปัญหาการทำงานร่วมกันกับ ไมโครซอฟท์เอ็กเซล เรื่องรูปแบบปีพุทธศักราช 2.ปัญหาการแสดงผลฟอนต์ที่ผิดพลาด จาก Angsana New ไปเป็น Time New Roma 3. ปัญหาการแสดงผล Autocomplete ที่ผิดพลาด เกิดลักษณะตัวซ้ำ 4.ปัญหาการแสดงผลภาษาไทยผิดพลาดในส่วน Dialog box หรือ User interface ที่มีภาษาไทยและอังกฤษร่วมกัน

สำหรับเนคเทคเองมีการปรับเปลี่ยนมาใช้โปรแกรมOpenOffice ก่อนหน้า 6-7ปี ถือว่าไม่ลำบาก กับจำนวนบุคลากรทั้งหมดที่มีอยู่กว่า 600 คน สามารถที่จะเรียนรู้ไปพร้อมกัน

แหล่งข่าวจากซิป้า เห็นด้วยที่องค์กรของภาครัฐต้องทำเป็นตัวอย่าง เพราะดูจากสถิติการระเมิดลิขสิทธิซอฟต์แวร์ ของประเทศไทย ในปีที่แล้ว อยู่ในอันดับที่ 15 ของโลก คิดเป็นมูลค่าในการระเมิดทรัพย์สินประมาณ 717 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 20,000 ล้านบาท เป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดีในสายตาของชาวต่างชาติ

อย่างไรก็ตามหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทำอย่างไรที่จะลดละเลิกการระเมิดลิขสิทธิ์ หันมาใช้โปรแกรมOpenOffice เพราะไม่มีเหตุผลที่จะไม่ใช้ในเมื่อเป็นการใช้ฟรี โดยไทยไม่ต้องเสียเงินตราไปเพื่อซื้อซอฟต์แวร์ที่ยังจำกัดสิทธิ และมีราคาแพง ซึ่งปีหนึ่ง มีเม็ดเงินที่รั่วไหลออกนอกประเทศ จากการซื้อซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์คิดเป็นมูลค่ามหาศาล ขณะที่รายได้หลักของประเทศที่มาจากการส่งออก มีแนวโน้มเริ่มลดน้อยลง จะเห็นว่าปัจจุบันมีสินค้าในต่างประเทศทะลักเข้ามาจากอัตราภาษีนำเข้า 0% ในโลกของการแข่งขันเสรี ดังนั้นยุทธศาสตร์การแข่งขันของประเทศในอนาคตจะเป็นไปในทิศทางไหน หากยังต้องกันงบประมาณส่วนหนึ่งเพื่อซื้อซอฟต์แวร์ราคาแพง

สำหรับซิป้า ได้เข้าไปส่งเสริมการใช้โปรแกรมOpenOffice ในภาคการศึกษา ด้วยการอบรมครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ( สพฐ.) ไปแล้วกว่า 3,000-4,000 คน จากโรงเรียนที่มีอยู่จำนวน 3,200 โรง เพื่อพัฒนาให้เป็นครูต้นแบบ ด้วยการอบรมการใช้งานโปรแกรมOpenOffice เพื่อถ่ายทอดให้กับนักเรียนต่อไป เมื่อนักเรียนจบการศึกษาออกมาในอนาคต จะทำให้เกิดบุคลากรโอเพนซอร์ส จำนวนมาก ตัวอย่างหนึ่งที่ทำประสบความสำเร็จแล้ว คือโรงเรียนทุกแห่งที่จังหวัดนครราชสีมา เมื่อไปถามทุกแห่งรู้จักโอเพนซอร์ส

กฟผ. ประหยัดกว่า 30 ล้านบาท/ปี

พิสิษฐ์ อิงคะสุวรรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนเทคโนโลยีสารสนเทศ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า คณะผู้บริหารของกฟผ.ได้อนุมัติให้ใช้โปรแกรมOpenOffice ซึ่งเป็นโอเพ่นซอร์ส ซอฟต์แวร์ เริ่มต้นตั้งแต่ในปี 2549 จนกระทั่งมาถึงปัจจุบัน ทำให้กฟผ.ประหยัดงบประมาณจากการซื้อซอฟต์แวร์ลิขสิทธิได้กว่า 30 ล้านบาท/ ปี โดยมีการใช้โปรแกรมOpen Office สัดส่วน 70% สัดส่วนอีก 30% ยังเป็นการใช้โปรแกรมไมโครซอฟท์ออฟฟิศ จากจำนวนพนักงานทั้งหมดที่มีอยู่ 7,000 คน หรือมีจำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์พีซีทั้งหมดประมาณ 12,000 เครื่อง

ทั้งนี้จุดเปลี่ยนของกฟผ. ที่ทำสำเร็จมาจากวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่ต้องการความอิสระจากระบบโปรแกรมงานต่างๆ ที่ต้องเปลียนทุก 5 ปี หรือต้องอัพเกรดไปตามที่บริษัทในต่างประเทศบอก ทำให้ระบบการทำงานของกฟผ.ในอนาคตจะอยู่บนแพลตฟอร์มอิสระ

“ต้องยอมรับว่ามีแรงต้านจากพนักงานตลอด จากปัญหาพนักงานบางคนได้ใช้โปรแกรมสิขสิทธิ์ บางคนไม่ได้ใช้ เพื่อตัดปัญหาในปีที่แล้ว ทางกฟผ.ประกาศเป็นนโยบายเชิงบังคับให้พนักงานทุกคนใช้โปรแกรม OpenOffice โดยนำกลยุทธ์สร้างแรงจูงใจในการใช้งานมาเสนอกับพนักงาน เมื่อพนักงานให้ความร่วมมือ ก็จะได้คะแนนซึ่งมีผลต่อโบนัส ขณะเดียวกันจัดให้มีการฝึกอบรมพนักงานเพื่อให้รู้เกี่ยวกับการใช้งานอย่างต่อเนื่อง” พิสิษฐ์ กล่าว

ไทยประกันชีวิต

เชวง จิตรสมบูรณ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยประกันชีวิต ยอมรับว่า ในช่วงของการปรับเปลี่ยนมาใช้โปรแกรมOpenOfficeมีแรงต้านของพนักงาน จนท้อใจในบ้างครั้ง แต่สิ่งที่ทำให้ทีมงานมีพลังต่อสู้กับการใช้ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ประกอบด้วย 1.เข้าใจในสิ่งที่กำลังต่อสู้ว่าถูกต้อง 2.ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ไม่ได้ด้อยไปกว่าซอฟต์แวร์อื่นๆ เพราะใช้งานได้เสรี ไม่จำกัดสิทธิ ไม่ผูกมัด และเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีที่จะใช้ โดยไม่จำเป็นต้องไประเมิดลิขสิทธิใคร

ทั้งนี้การที่บริษัท หันมาใช้โปรแกรมโอเพนซอร์ส OpenOffice ดังกล่าว ทำให้ประหยัดไปมหาศาล ซึ่งมีหลักคิดง่ายๆ บริษัท จำเป็นต้องใช้โปรแกรมในสำนักงานใหญ่ และสำนักงานสาขา กว่า 2,500 ชุด หากต้องซื้อเฉลี่ยราคาชุดละ 18,000-20,000 บาท จะเป็นเงินเท่าไร และยังต้องมาปรับเปลี่ยนซอฟต์แวร์ทุก 5 ปี ซึ่งไม่ใช่แค่นั้น ยังต้องมีโปรแกรมอื่นๆ ปลีกย่อยให้ต้องใช้อีกตามมา

ปัจจุบันบริษัท มีพนักงาน 3 กลุ่ม ประกอบด้วย สำนักงานสาขา มีพนักงานทั่วประเทศกว่า 2,000 คน มีการใช้โปรแกรมOpenOffice ทั้งหมดแล้ว พนักงานสำนักงานใหญ่ มีกว่า 600 คน ที่ใช้ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส สัดส่วนอีก 400 คนที่ยังไม่ได้ใช้ ยังใช้โปรแกรมไมโครซอฟท์ออฟฟิศอยู่ ส่วนพนักงานฝ่ายขาย ที่มีประมาณ 50,000 คนทั่วประเทศ กำลังพยายามรณรงค์ที่จะดึงพนักงานกลุ่มนี้ ให้หันมาใช้โปรแกรมOpenOffice ให้ได้สัดส่วนประมาณ 10,000 คน เนื่องจากพนักงานกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นการใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก

“นักเรียนทุกคนเวลานี้กำลังผูกติดกับโปรแกรมไมโครซอฟต์ออฟฟิศ แต่หารู้ไม่ว่า ราคาซอฟตแวร์ 1 ชุดที่ซื้อมา เท่ากับข้าวสาร 1ตันที่ต้องแลกซื้อออกไป ซึ่งเป็นพันธนาการระดับชาติ ที่กระทรวงศึกษาธิการต้องเข้ามาดูแล เพื่อให้นักเรียนในอนาคตที่จะจบออกมา หลุดจากพันธนาการนี้” เชวงกล่าว

เอส แอนด์ พี

ม.ล.ลือศักดิ์ จักรพันธุ์ ผู้จัดการสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัท เริ่มต้นใช้ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สเมื่อ 6-7ปีก่อน มีจุดประสงค์อย่างเดียวคือต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อโปรแกรมลิขสิทธิ์ โดยทดลองใช้มาทุกโปรแกรมไม่ว่าจะเป็น ปลาดาวซอฟต์แวร์ ออฟฟิศทะเล แต่ไม่ประสบความสำเร็จในช่วงแรก จากปัญหาต่างๆ แต่ปัจจุบันโปรแกรมOpenOffice มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ถ้าไม่ใช่ก็จะเป็นการเสียเปรียบ และไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องไปใช้ซอฟต์แวร์เท่ากับจำนวนเครื่องในสำนักงาน ในเมื่อซอฟต์แวร์นี้เขาพัฒนาให้ใช้ฟรี จะใช้กี่ก็อปปี้ก็ได้ไม่เป็นไร ไม่จำกัดสิทธิ์ในการใช้ และยังเป็นการสร้างคุณค่าให้กับเศรษฐกิจของประเทศ

ปัจจุบันร้านเอส แอนด์ พีค มีทั้งหมดกว่า 300 จุด มีพนักงานกว่า 5,000 คน มีเครื่องพีซีกว่า 1,200 เครื่อง ถือว่าทุกจุด มีการใช้โปรแกรมOpenOffice ครบ 100% และเราไม่ได้มองว่า โปรแกรมไมโครซอฟต์ออฟฟิศ จะมีอิทธิพลหรือสำคัญอะไร จะมีบ้างที่ซื้อโปรแกรมเฉพาะเพื่อการใช้งาน เช่นโปรแกรมAdobe

“ถ้าหน่วยงานภาครัฐ ด้วยกันเอง มีการบังคับใช้โอเพนซอร์ส ซอฟต์แวร์ ได้สัก 10 ล้านเครื่อง ก็เป็นการประหยัดได้มูลค่ามหาศาล เพราะ 10 เครื่อง ก็ประหยัดได้ถึง 100,000 บาทแล้ว จากราคาชุดซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ เฉลี่ยมีต้นทุน ที่ 10,000 บาท/ การใช้งาน1เครื่อง เงินที่นำไปซื้อซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ก็เป็นเงินที่มาจากภาษีของประชาชน เหมือนกับเรานำเงินภาษี โยนไปให้บริษัทซอฟต์แวร์ในต่างประเทศ โดยที่เราไม่ได้อะไรกลับมาเลย และถ้าทุกคนยังรักสบาย มีการระเมิดใช้ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์กันอยู่ ถือว่าเป็นการติดกับดักตัวเอง ที่ต้องนำเงินภาษีของตัวเองจ่ายออกไป และการระเมิดลิขสิทธิ์ก็แก้ปัญหากันไม่สิ้นสุด” ม.ล.ลือศักดิ์ กล่าว

ดี เอชอ สยามวาลา ต้องการลดค่าใช้จ่าย

ดนุพล สยามวาลา ผู้อำนวยการอาวุโสด้านบริหารเทคโนโลยี บริษัท ดีเอชเอ สยามวาลา จำกัด ซึ่งเป็นบริษัท จัดจำหน่ายเครื่องเขียน กล่าวว่า จุดที่ทำให้บริษัท เปลี่ยนมาใช้ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส เพราะเป็นนโยบายที่ได้รับมอบหมายมาว่า ต้องเป็นองค์กรทำในสิ่งที่ถูกต้อง ห้ามผิดกฎหมาย ในขณะที่ธุรกิจเครื่องเขียนแม้จะมีกำไรสูง แต่ค่าใช้จ่ายก็สูงด้วย การที่เราจะซื้อโปรแกรมลิขสิทธิ์มาใช้ทุกเครื่องต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ขณะที่องค์กรต้องการลดค่าใช้จ่าย สำหรับบริษัท มีเครื่องคอมพิวเตอร์พีซีที่ใช้อยู่ประมาณ 700 เครื่อง หากยังใช้โปรแกรมลิขสิทธิ์เดิมๆอยู่ ต้องมีต้นทุนในการอัพเกรดซอฟต์แวร์ใหม่เฉลี่ย 8,000 บาท/เครื่อง เมื่อไม่มีตัวนี้ก็ประหยัดไปได้มาก ซึ่งไม่เพียงเท่านี้ ทำให้ประหยัดซอฟต์แวร์อื่นๆ ที่ตามมาด้วย เช่น ซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส

ดนุพล กล่าวว่า วันแรกที่เราตัดสินใจว่าต้องใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส วันนั้นทำให้เราอิสระ เหมือนถูกปลอดปล่อยจากการที่ต้องถูกล็อค เวลาที่จะใช้อะไรก็ต้องไปซื้อเขาใช้ เราใช้โอเพนซอร์สมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว และไม่คิดที่จะหันหลังกลับไปที่ไมโครซอฟท์ออฟฟิศ