ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สเลี่ยงไม่ได้สำหรับองค์กร

โอเพนซอร์สเป็นกรอบความคิดใหม่ในการพัฒนาและดำเนินธุรกิจซอฟต์แวร์ บทความนี้จะให้เหตุผลที่ทุกบริษัทควรจะสนใจการนำเอาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สมาใช้ในฝั่งเดสก์ทอป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อทดแทน Microsoft Office โดยลำดับข้อมูลจาก success story ขนาดใหญ่ภายในประเทศ เพื่อแสดงให้เห็นมูลค่าที่ทุกบริษัทจะประหยัดได้ และความเป็นไปได้ที่จะใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สเป็นสัดส่วนสูงๆ ในองค์กร จากนั้นจะแสดงให้เห็นข้อเสียเปรียบในการใช้ Microsoft Office ทั้งองค์กร และข้อได้เปรียบในการใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สทดแทน บทความนี้เป็นตอนแรกของบทความสามตอนในหัวข้อ “reduce cost, increse control with open source IT strategy”

บริษัททั่วโลกใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส

บริษัทไทยส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการใช้ proprietary software อย่าง Microsoft Office, Adobe Acrobat, Photoshop หรือ Microsoft Exchange กันมาตลอดจนไม่เคยตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของมัน ทำไมเราถึงชวนให้คุณเปลี่ยนมาใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้แทน แน่นอนมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับลิขสิทธิ์และค่าใช้จ่ายเสียส่วนใหญ่

2010 Global Desktop Innovation Online Survey
Plan for Microsoft Office Replacement

2010 Global Desktop Innovation Online Survey - Plan for Microsoft Office Replacement

Base: 115 global IT decision-makers
Source: Q1 2010 Global Desktop Innovation Online Survey
Forrester Research, Inc.

ปี 2010 Forrester Research มีการ survey ผู้บริหารไอทีทั่วโลกพบว่า มีเพียง 13% ที่ไม่ได้มีแผนหาอะไรมาทดแทน Microsoft Office และมีถึง 25% ที่จะเลิกใช้ Microsoft Office ในบางส่วนงานเพื่อลดต้นทุน เห็นอย่างนี้แล้วบริษัทไทยควรตั้งคำถามว่า Microsoft Office มีปัญหาอะไร ทำไมบริษัททั่วโลกจึงต้องหาอะไรมาทดแทน

2011 Global Desktop Innovation Online Survey
OpenOffice Adoption

2011 Global Desktop Innovation Online Survey - OpenOffice Adoption

Base: 150 IT decision-makers in the US and Europe
Source: Q1 2011 Global Desktop Innovation Online Survey
Forrester Research, Inc.

ปี 2011 ในการ survey แบบเดิม Forrester Research พบว่า 50% ของผู้บริหารไอทีมีความสนใจใน OpenOffice ในจำนวนนี้มีอยู่ 9% ที่กำลังทดลองอยู่ และ 5% ที่เปลี่ยนมาใช้ OpenOffice แล้วหรือกำลังเปลี่ยน ข้อมูลนี้เป็นตัวเลขจากการ survey บริษัททั่วโลก แต่ถ้าเจาะจงเฉพาะบริษัทในยุโรปตะวันตก เราจะได้ตัวเลขที่น่าสนใจขึ้นไปอีก

2008 W. European OSS Survey
OpenOffice Adoption

2008 W. European OSS Survey OpenOffice Adopton

Base: 102 Senior Business & IT Executives involved in the decision-making for
open source software technology and related services in large enterprises.
Source: Western European OSS Online Survey
Forrester Consulting

ในปี 2008 มีถึง 62% (35%+27%) ที่เปลี่ยนมาใช้ OpenOffice แล้ว จะเห็นว่าบริษัทในยุโรปตะวันตกมีแนวโน้มในการใช้ OpenOffice สูงกว่าประเทศในแถบอื่นของโลกมาก สาเหตุก็เพราะความต้องการที่จะเป็นอิสระจากเวนเดอร์ในสหรัฐอเมริกานั่นเอง

Success Story ภายในประเทศ

บริษัทจำนวนผู้ใช้OpenOffice
: MS Office
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย10,00070%
เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน)1,20095%
การเคหะแห่งชาติ2,00060%
ธนาคารแห่งหนึ่ง18,00080%
ธนาคารอีกแห่งหนึ่ง2,00070%
ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)80050%
เบญจจินดา โฮลดิ้ง จำกัด2,00060%

ในเมืองไทยมีบริษัทมากมายที่เปลี่ยนมาใช้ OpenOffice สำเร็จ ตัวอย่างที่เป็นรุ่นบุกเบิกคือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตที่ใช้เวลาหลายปีในการเปลี่ยนมาใช้ OpenOffice 70% ด้วยตัวเอง ตั้งแต่สมัยที่เตรียมตัวจะเปลี่ยนเป็นบริษัท และ S&P ที่เรียนรู้ประสบการณ์จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิต แล้วทยอยเปลี่ยนแปลงมาจนปัจจุบันใช้ OpenOffice ถึงกว่า 95% ซึ่งช่วยให้ต้นทุนในการเปิดสาขาใหม่ของ S&P ต่ำลง เป็นกรณีตัวอย่างที่แสดงให้เห็นการใช้กลยุทธ์โอเพนซอร์สเพื่อผลในการพัฒนาธุรกิจโดยตรง ไม่ใช่เพียงแค่ลดต้นทุนของไอที

ถัดมาคือการเคหะแห่งชาติ และอีกมากมายที่ไม่เป็นที่รู้จักวงกว้าง และอีกหลายบริษัทที่ไม่สามารถเอ่ยชื่อได้เนื่องจากเป็นลูกค้าของเรา ในจำนวนนี้มีธนาคารขนาด 18,000 user ที่เปลี่ยนมาใช้ OpenOffice ถึง 80% ทำให้ประหยัดไปได้กว่าร้อยล้านบาท และธนาคารขนาด 2,000 user ที่ให้เราช่วย migrate ไปสู่ OpenOffice ได้อย่างราบรื่นภายในเวลาไม่ถึง 1 ปี

ความประหยัดเมื่อเปลี่ยนมาใช้ OpenOffice

สมมุติว่าเราใช้ตัวอย่างของธนาคารแห่งแรกมาคำนวณต้นทุนค่าไลเซนส์ที่ธนาคารประหยัดไปได้

จำนวน user ที่มีเฉพาะ OpenOffice18,000 x 80%
= 14,400 คน
รวมค่าไลเซนส์ MS Office ที่ประหยัดได้14,400 x ฿11,000
= 158 ล้านบาท

ตัวเลข 158 ล้านบาทนี่เองเป็นเหตุผลที่ทำให้ธนาคารแห่งนี้เปลี่ยนมาใช้ OpenOffice แต่นอกจากความประหยัดก้อนนี้แล้ว เมื่อต้นปี ธนาคารมีนโยบายอัปเกรด Microsoft Office ที่มีอยู่ไปเป็น Microsoft Office 2010 เป็นมาตรฐานเดียวกัน หากธนาคารยังใช้ Microsoft Office ทั้งองค์กรอยู่จะต้องใช้เงินราว 18,000 x ฿11,000 = 198 ล้านบาทในการซื้อไลเซนส์ใหม่เพื่ออัปเกรด แต่เนื่องจากธนาคารใช้ Microsoft Office เพียง 20% จึงจำเป็นต้องอัปเกรดจริงๆ เพียงประมาณสองพันไลเซนส์เท่านั้น ทำให้ประหยัดไปได้ราว 176 ล้านบาท แต่การซื้อ Microsoft Office 2010 เพียงสองพันไลเซนส์ก็ทำให้เกิดข่าวลือไปว่าธนาคารแห่งนี้เปลี่ยนกลับไปใช้ Microsoft Office ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

เปลี่ยนไปใช้ OpenOffice ได้จริงหรือไม่?

สองธนาคารนี้น่าจะทำให้หมดคำถามว่า OpenOffice ใช้ได้จริงหรือไม่? และจะเปลี่ยนไปใช้ OpenOffice ได้หรือไม่? เพราะธนาคารเป็นธุรกิจที่ไม่มีทางยอมเสี่ยงในเรื่องไอทีซึ่งใช้เป็นแกนหลักในธุรกิจของตัวเอง เพราะ user ในธนาคารเป็นผู้ที่ใช้ spreadsheet อย่างหนักที่สุด ถ้าธนาคารทั้งสองใช้ OpenOffice ได้ บริษัทของคุณก็น่าจะใช้ได้ ถ้าธนาคารทั้งสองเปลี่ยนมาใช้ OpenOffice ได้ บริษัทของคุณก็น่าจะเปลี่ยนได้ ขนาดธนาคารที่มีงบไอทีมหาศาลยังเปลี่ยนมาใช้ OpenOffice เพื่อลดค่าใช้จ่าย แล้วบริษัทของคุณจะยอมจ่ายแพงกว่าคนอื่นทำไม?

Success and Failure Case

แน่นอน นอกจากบริษัทที่ทำสำเร็จอย่างที่ยกเป็นตัวอย่างนี้แล้ว ยังมีบริษัทอีกมากมายกว่านั้นหลายเท่าตัวที่พยายามเปลี่ยนมาใช้ OpenOffice แต่ล้มเหลว ถ้าสองธนาคารนั้นเปลี่ยนได้ แล้วทำไมจึงมีบริษัทที่ล้มเหลว? คำตอบนั้นง่ายมาก เพราะบริษัทที่ล้มเหลวประเมินความซับซ้อนของการ migrate ต่ำเกินไป เมื่อประเมินปัญหาต่ำก็เตรียมการไม่เต็มที่ แล้วก็จะพบกับการต่อต้านจาก user อย่างมโหฬารจนต้องล้มเลิกไปในที่สุด

ประสบการณ์ตรงจากองค์กรเหล่านี้ที่เรามีโอกาสได้เข้าไปสัมผัสหรือช่วยเหลือในการ migrate ทั้งปัจจัยที่ทำให้สำเร็จและปัจจัยที่ทำให้เกิดอุปสรรค รวบรวมจนได้เป็น migration process ที่ประกันความสำเร็จให้กับทุกองค์กรที่ต้องการ migrate อย่างราบรื่น โดยต้องไม่เสียเวลานานเพื่อลองผิดลองถูกกับ user ด้วยตัวเองเหมือนที่องค์กรรุ่นบุกเบิกผ่านมา พบกับ migration process ดังกล่าว และ critical success factor ที่รวบรวมมาจากประสบการณ์ 6 ปี ของเรา ในตอนที่ 3 ของบทความชุดนี้ “100% Success with 7-Steps Migration Process”

Microsoft Office มีปัญหาอะไร?

ความจริง Microsoft Office เป็นชุดออฟฟิศที่สมบูรณ์แบบ มีฟีเจอร์ที่ยอดเยี่ยมเหลือเฟือ และใครๆ ก็ใช้เป็น

IT Pain Point

แต่การใช้ Microsoft Office หมดทั้งบริษัทนั้นสร้างปัญหาในการจัดการให้กับฝ่ายไอที ทำให้วางแผนการลงทุนไอทีด้วยความยากลำบาก เพราะในแต่ละปี เมื่อมีผู้ใช้มากขึ้น คุณจะต้องตัดสินใจว่า จะซื้อไลเซนส์ของ Microsoft Office ทันที หรือจะรอให้ไลเซนส์ขาดไปมากพอสมควรก่อน แล้วค่อยซื้อเป็นล็อตใหญ่ทีเดียวเพื่อจะได้ส่วนลด

แทบทุกบริษัทเลือกที่จะชะลอการซื้อไลเซนส์เมื่อมีผู้ใช้มากขึ้น ผลคือไลเซนส์ที่เคยซื้อไว้ครบกลายเป็นสัดส่วนน้อยลงไปเรื่อยๆ ไม่แปลกเลยที่จะพบบริษัทที่รอจนมีไลเซนส์ต่ำกว่า 50% แล้วค่อยพิจารณาที่จะจัดซื้อ ในระหว่างนั้นจึงเกิดความเสี่ยงที่จะถูกตรวจจับ ทั้งๆ ที่บริษัทไม่ได้ตั้งใจว่าจะละเมิดลิขสิทธิ์แต่อย่างใด

แล้วเมื่อ Microsoft Office ออกเวอร์ชันใหม่จะทำอย่างไร? ปัญหานี้สร้างความปวดหัวให้กับผู้จัดการไอทีได้มากทีเดียว ที่ต้องมาตัดสินใจว่าจะอัปเกรดเลยดีหรือไม่ หรือจะรอไปสักพักก่อน เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการอัปเกรดตามปกติก็เท่ากับซื้อไลเซนส์ใหม่นั่นเอง เว้นแต่ว่าคุณจะมี software assurance อยู่

ระหว่างที่กำลังตัดสินใจว่าจะอัปเกรดดีหรือไม่ user ของคุณก็เริ่มจะมีปัญหา เพราะ Microsoft มีวิธีสารพัดในการกดดันให้คุณต้องอัปเกรด เช่นสร้างฟอร์แมตใหม่ที่ไม่ compatible กับฟอร์แมตเดิม เมื่อ user ของคุณได้รับไฟล์ฟอร์แมตใหม่ซึ่งเขาเปิดไม่ได้ ก็จะร้องขอให้คุณอัปเกรดทันที

ในทางกลับกัน user ที่ใช้ Office เวอร์ชันใหม่ก็มักจะเปิดไฟล์ของ Office เวอร์ชันเก่าๆ ไม่ได้เสียอีก เช่นตอนนี้ใครใช้ Office 2010 ก็จะเปิดไฟล์ที่สร้างจาก Office 95 ไม่ได้แล้ว แปลว่าคนที่ยังใช้ Office 95 ก็ถึงเวลาที่จะต้องอัปเกรดเสียแล้ว

การอัปเกรด Microsoft Office ไม่ได้ยุ่งยากแค่เรื่องค่าใช้จ่ายและการเรียนรู้เท่านั้น แต่ยังลากเอาอีกหลายเรื่องเข้าไปด้วย เช่นเมื่อคุณอัปเกรดจาก Office 2003 ไป Office 2007 คุณอาจพบว่าคุณต้องอัปเกรด Microsoft Windows ด้วย และเมื่อคุณจะอัปเกรด Microsoft Windows คุณอาจพบว่าคุณต้องอัปเกรดฮาร์ดแวร์ด้วย มิฉะนั้นทั้งหมดก็จะทำงานไม่ได้ ดังนั้นสุดท้ายคุณเลยต้องซื้อเครื่องใหม่ทั้งชุด เป็นค่าใช้จ่ายที่บานปลายไปจากเดิมมาก

Business Pain Point

ปัญหาของธุรกิจคือราคาหมื่นกว่าบาทต่อ user ที่บริษัทจะต้องออกให้กับพนักงานทุกคนที่ใช้ Microsoft Office และที่แย่กว่านั้นคือพนักงานส่วนใหญ่ใช้ฟีเจอร์ของมันเพียงน้อยนิด ไม่คุ้มกับราคาเป็นหมื่นที่บริษัทต้องจ่ายให้เลย

คำถามสำคัญคือใครกันแน่ที่คุมแผนการลงทุนด้านไอทีของบริษัทคุณ รอบในการอัปเกรดของ Microsoft Office หรือว่าจังหวะในทางธุรกิจ? เพราะสิ่งที่พวกเราทำกันจนเคยชินคือติดตามรอบการอัปเกรดของ Microsoft อ่านรีวิวและบทวิเคราะห์ว่าเวลาใดเป็นจังหวะที่ดีที่สุดที่ควรจะเริ่มใช้เวอร์ชันใหม่

ลองนึกภาพดูว่าการซื้อ Microsoft Office ให้พนักงานทุกคนใช้ ก็เท่ากับซื้อรถเบนซ์ให้พนักงานทุกคนขับ คุณดนุพล สยามวาลาเคยพูดไว้ในงาน OpenOffice Day 2011 ที่เราเพิ่งจัดไปว่า “หากคุณไม่มีเงินพอ ก็ไม่จำเป็นต้องไปขโมยรถเบนซ์มาให้พนักงานขับ” แบบนั้นบริษัทต้องเสี่ยง ไม่ใช่เพื่อประสิทธิภาพ แต่เพื่อความฟุ่มเฟือย

ทางที่ดี พนักงานที่จำเป็นต้องใช้รถเบนซ์เท่านั้นที่ควรจะได้รถเบนซ์ นอกนั้นใช้รถฮอนด้าก็เพียงพอ เช่นเดียวกัน พนักงานที่จำเป็นต้องใช้ Microsoft Office เท่านั้นที่ควรจะได้ Microsoft Office นอกนั้นใช้ OpenOffice ก็เพียงพอ ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะ OpenOffice ด้อยกว่า แต่เพราะ OpenOffice ประหยัดกว่า บางอย่าง ฮอนด้าก็ดีกว่าเบนซ์ เช่นเดียวกับที่บางอย่าง OpenOffice ก็ดีกว่า Microsoft Office แต่ประเด็นที่สำคัญคือมันประหยัดกว่ามาก

ทำไมต้องเป็น OpenOffice

ทำไมถืงเลือก OpenOffice? เพราะ OpenOffice เป็นซอฟต์แวร์ทดแทน Microsoft Office ที่ดีที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากเหตุผลดังต่อไปนี้

User Benefit

OpenOffice มีหน้าตาและการใช้งานคล้าย Office 2003 ที่ทุกคนคุ้นเคย ทำให้เวลาเปลี่ยนมาใช้ไม่ต้องเรียนรู้ใหม่มาก OpenOffice มีฟีเจอร์เกือบทั้งหมดของ Office 2003 ทำให้ user เกือบทั้งหมดขององค์กรสามารถใช้งาน OpenOffice แทนที่ Microsoft Office ได้ OpenOffice สามารถเปิดและเซฟไฟล์ฟอร์แมตของ Microsoft ทำให้คนที่เปลี่ยนมาใช้ OpenOffice แล้ว สามารถทำงานร่วมกับคนที่ยังใช้ Microsoft Office อยู่ได้ และทำให้การเปลี่ยนแปลงองค์กรไม่จำเป็นต้อง big bang (คือเปลี่ยน user ทั้งหมดภายในวันเดียว) แต่สามารถดำเนินไปทีละเฟส ทีละหน่วยงานตามลำดับที่เหมาะสม

IT Benefit

สำหรับฝ่ายไอที OpenOffice ก็ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น เมื่อมี user เพิ่มขึ้น ก็ติดตั้ง OpenOffice เพิ่มขึ้นได้ฟรีและถูกลิขสิทธิ์ เมื่อมีเวอร์ชันใหม่ออกมา คุณก็ตัดสินใจได้เองว่าจะอัปเกรดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับฟีเจอร์ที่ต้องการ เพราะ OpenOffice ไม่มีการกดดันให้อัปเกรด และใช้ฟอร์แมตไฟล์ ODF ที่เป็นมาตรฐานเปิด ยิ่งไปกว่านั้น หากคุณจะเปลี่ยนไปใช้ซอฟต์แวร์ตัวอื่นที่สนับสนุน ODF ก็ทำได้ ตามแต่กลยุทธ์ที่คราวนี้คุณเป็นผู้กำหนดได้เอง

Business Benefit

และข้อที่ทุกธุรกิจจะต้องชอบกันมากๆ คือราคา 0 บาทต่อ user ซึ่งหมายถึงประหยัดไปได้ 11,000 บาทต่อ user คูณตัวเลขนี้ด้วยจำนวน user ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ Microsoft Office นั่นคือจำนวนเงินที่บริษัทจะประหยัดได้ ซึ่งมักจะเป็นตัวเลขที่มหาศาล แต่ข้อได้เปรียบของ OpenOffice ไม่ได้มีแค่เพราะมันฟรี แต่เพราะมันเป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สด้วย

LibreOffice โปรแกรมที่ดีที่สุดในตระกูล OpenOffice

OpenOffice ที่กล่าวถึงตลอดบทความชุดนี้หมายถึงตระกูลของซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่มีพื้นฐานมาจากโครงการ OpenOffice.org ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายตัว เช่น OpenOffice.org, StarOffice, ปลาดาว, ออฟฟิศทะเล, IBM Lotus Symphony เป็นต้น ปัจจุบันเราแนะนำ LibreOffice ว่าเป็นโปรแกรมที่ดีที่สุดในตระกูล OpenOffice เนื่องจากมีฟีเจอร์มากที่สุด มีความ active ของ community สูง และเพราะเราเองก็มีส่วนร่วมในการพัฒนาของ LibreOffice โดยเฉพาะเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับภาษาไทย ดังนั้น LibreOffice จึงมีปัญหาเกี่ยวกับภาษาไทยน้อยกว่าโปรแกรมอื่น

ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สไม่ใช่แค่ประหยัด

ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สคือซอฟต์แวร์ที่อนุญาตให้ทุกคนติดตั้ง ใช้งาน ก็อปปี้ เรียนรู้ ปรับปรุง และเผยแพร่ได้อย่างสะดวก ข้อดีคือมันช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มหาศาล เพราะบริษัทสามารถนำไปติดตั้งได้ไม่จำกัดโดยไม่มีค่าไลเซนส์ และมันยังช่วยขจัดความเสี่ยงที่จะมีการละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะไม่ว่าบริษัทจะมีเครื่องเพิ่มขึ้นกี่เครื่องก็ติดตั้งเพิ่มได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ทั้งหมด โดยไม่ต้องกังวล ไม่ต้องคอยตรวจสอบว่ามีการติดตั้งเกินจำนวนไลเซนส์หรือไม่

ความสำคัญของการมีซอร์สโค้ด

ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ตามที่ชื่อบอกคือจะมีการเปิดเผยซอร์สโค้ดซึ่งเป็นต้นฉบับของซอฟต์แวร์ด้วย สำหรับ user ฟังดูไม่ค่อยมีประโยชน์ แต่สำหรับฝ่ายไอทีเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะการที่ซอร์สโค้ดมีคนเห็นและตรวจสอบได้ทั่วไป ทำให้เกิดความโปร่งใส ทำให้มั่นใจว่าไม่มี backdoor หรือแอบส่งข้อมูลของเราให้ใคร ลองนึกดูว่าหากปราศจากข้อนี้แล้ว เราคงคิดหนักเวลาจะติดตั้งให้คนทั้งบริษัทใช้

ยิ่งไปกว่านั้น การมีซอร์สโค้ดเผยแพร่ช่วยลดช่องโหว่ที่เสี่ยงต่อการโจมตี และหากมีช่องโหว่ก็จะถูกแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว เพราะมีคนอ่านและเข้าใจซอร์สโค้ดนั้นเป็นจำนวนมาก ข้อนี้เป็นสาเหตุว่าทำไม market share ของ Apache web server จึงชนะ Microsoft IIS ขาดลอย และทำไมบริษัทอย่าง IBM จึงให้พนักงานทั่วโลกเปลี่ยนจาก IE มาใช้ Firefox แทน

การมีซอร์สโค้ดเผยแพร่ยังทำให้ user ไม่ต้องขึ้นกับผู้พัฒนารายเดียว หากผู้พัฒนาเปลี่ยนทิศทางไป เช่นเลิกพัฒนาหรือไม่สนใจ user แต่ด้วยซอร์สโค้ดที่มีอยู่ ก็พร้อมที่จะมีผู้พัฒนากลุ่มใหม่หยิบไปดูแลต่อในที่สุด ทำให้ไม่เกิดสภาพที่ user ต้องถูกลอยแพเหมือนเวลาเวนเดอร์ที่พัฒนา proprietary software ถูก take over ไป

การมีซอร์สโค้ดยังทำให้คุณสามารถแก้ไข bug ที่คุณติดปัญหาหรือเพิ่มฟีเจอร์ที่คุณต้องการได้เอง หรือไม่ก็จ้างคนที่มีความสามารถทำให้ แบบเดียวกับที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตได้ให้เราแก้ไข 4 bug ใน OpenOfficeที่ user ของ EGAT ติดปัญหามากที่สุดนั่นเอง ซึ่งคุ้มค่ามากสำหรับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตที่มีผู้ใช้ OpenOffice ถึงกว่าแปดพันคน

Open Standard

ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สจะเก็บข้อมูลของเรา และแลกเปลี่ยนกับซอฟต์แวร์อื่นด้วยฟอร์แมตที่เป็น open standard หรือมาตรฐานเปิด ซึ่งหมายความว่าทุกโปรแกรมสามารถเปิดใช้ข้อมูลจากไฟล์นี้ได้ เพราะมีสเป็กเปิดเผยและเป็นมาตรฐานระหว่างประเทศ ตรงข้ามกับซอฟต์แวร์ proprietary ที่จะเก็บข้อมูลในฟอร์แมตลับเฉพาะเพื่อที่เราจะต้องอาศัยซอฟต์แวร์เดิมเท่านั้นจึงจะเปิดได้ถูกต้อง เมื่อนั้นเรียกว่าบริษัทเราเกิดอาการ vendor lock-in เข้าแล้ว ไม่สามารถเปลี่ยนไปใช้ซอฟต์แวร์อื่นได้โดยง่าย

การใช้ open standard ทำให้เราสามารถเปลี่ยนซอฟต์แวร์ได้อย่างง่ายดายตามต้องการ เช่นหากบริษัทของคุณใช้ OpenOffice.org ซึ่งเก็บไฟล์ด้วยฟอร์แมตODF หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ISO 26300 ทำให้วันหนึ่งบริษัทของคุณสามารถเปลี่ยนไปใช้ชุดออฟฟิศอื่นที่ใช้ ODF เช่น LibreOffice, KOffice, Gnome Office หรือแม้แต่กลับไปใช้ Microsoft Office 2010 ก็ไม่มีปัญหา มีเพียงวันที่เราเปลี่ยนจาก proprietary format ของ Microsoft Office เท่านั้นที่ยุ่งยาก หลังจากนั้นแล้วเราจะใช้ซอฟต์แวร์อะไรก็เป็นเรื่องของเรา

เช่นเดียวกันกับ Microsoft Exchange ที่ใช้ proprietary protocol เฉพาะตัวทำให้เราต้องใช้ Microsoft Outlook เท่านั้นจึงจะใช้ได้ครบทุกฟีเจอร์ แต่เมื่อเราย้ายไป open source mail server เช่น Zimbra ซึ่งใช้ standard protocol อย่าง IMAP และ iCal หลังจากนั้นแล้วเราจะใช้ mail client อะไรก็เป็นเรื่องของเรา

การใช้ open standard ยังทำให้ข้อมูลสำคัญของบริษัทมีความยั่งยืน ลองนึกภาพว่าบริษัทมีไฟล์สำคัญทางกฎหมายที่เก็บด้วย Excel 95 มาวันนี้อัปเกรดไป Office 2010 หมดทั้งบริษัทก็จะไม่มีใครสามารถเปิดไฟล์นั้นได้เลย เรียกว่าบริษัทหลงลืมข้อมูลของตัวเอง หรือ Corporate Alzheimer's การเก็บข้อมูลด้วย open standard อย่าง ODF ทำให้มั่นใจว่าต่อไปอีกกี่สิบปี ตราบใดที่สเป็กมาตรฐานนั้นยังอยู่ ก็ยังสามารถนำข้อมูลสำคัญนั้นกลับมาใช้ได้

Take back control

และในที่สุด คุณก็เป็นผู้ควบคุมการลงทุนด้านไอทีของบริษัทคุณเอง จะอัปเกรดหรือไม่ เมื่อไหร่ ก็แล้วแต่คุณ แทนที่จะขึ้นกับเวนเดอร์ สุดท้าย คุณจะเป็นผู้วางแผนการลงทุนไอทีของบริษัทคุณอย่างยืดหยุ่นด้วยกลยุทธ์และปัจจัยทางธุรกิจอย่างแท้จริง

เกี่ยวกับ Osdev

Osdev (โอเอสเด็บ) เป็นบริษัทที่ปรึกษาองค์กรเพื่อการใช้ซอฟต์แวร์อย่างมีประสิทธิภาพคุ้มค่าอย่างถูกลิขสิทธิ์ โดยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีโอเพนซอร์ส และ Cloud SaaS เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถใช้ไอทีได้อย่างเต็มที่ โดยมีต้นทุนไอทีต่ำกว่าองค์กรทั่วไป